บูรพาอาคเนย์ นาจิบ ราซะก์ : ครอบครัวฉุดล่ม : บัณรส บัวคลี่

Profile photo of บัณรส บัวคลี่
บัณรส บัวคลี่

การเมืองของมาเลเซียเคยเข้มแข็งและมีเสถียรภาพแถวหน้าของอาเซียนตลอด 30 ปีมานี้ เพราะมีพรรคการเมืองใหญ่อัมโนที่กุมอำนาจต่อเนื่อง นี่เป็นสาเหตุหลักประการสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของมาเลเซียพุ่งทะยานแซงหน้าไทยไปแล้ว..

ดูๆ แล้วในบรรดาชาติอาเซียนทั้งหมดมีมาเลเซียนี่ล่ะ ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองครั้งใหญ่ เหมือนประเทศไทยเมื่อ 7-8 ปีก่อน พม่าเขาว่าวุ่นๆ ก็ผ่านเลือกตั้งแล้วและกำลังปรองดองระดับชาติ ส่วนฮุนเซนของกัมพูชายังเข้มแข็งกว่าฝ่ายค้าน ลาว-เวียดนามไม่มีปัญหา ส่วนฟิลิปปินส์ก็มีทางเดินเฮ้วๆ ของเขา

การเมืองของมาเลเซียเคยเข้มแข็งและมีเสถียรภาพแถวหน้าของอาเซียนตลอด 30 ปีมานี้ เพราะมีพรรคการเมืองใหญ่อัมโนที่กุมอำนาจต่อเนื่อง นี่เป็นสาเหตุหลักประการสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของมาเลเซียพุ่งทะยานแซงหน้าไทยไปแล้ว Per Capita ของปี 2015 มาเลเซียอยู่ที่ 26,141 USD ส่วนของไทยเราอยู่ที่ 16,279 USD ห่างกันมาก… ทั้งๆ ที่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนยังหายใจรดต้นคอกันอยู่เลย

รายได้เปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน โครงสร้างสังคมเปลี่ยน ความคิดในทางสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย นี่เป็นปัจจัยหนึ่งแต่เหนืออื่นใด ปัจจัยที่ปลุกให้คนมหาศาลลุกขึ้นมาชูป้ายชูมือกันบนท้องถนนประกาศว่าไม่เอานายกรัฐมนตรีผู้นำคนปัจจุบันชนิดที่ไม่ได้เกรงกลัวอำนาจรัฐแม้แต่น้อย ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นมานานมากแล้วตั้งแต่หลังสงครามโลกจบลงใหม่ๆ นั่นเกิดมาจากพฤติกรรมของผู้นำและครอบครัวเป็นสำคัญ

โลกสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยมหาธีร์ โมฮัมหมัดใช้อำนาจจัดการคู่แข่งทางการเมืองอย่างอันวาร์ อิบรอฮิมชนิดไม่ให้ผุดเกิด ในครั้งนั้นมีการประท้วงเหมือนกันแต่ก็ถูกจัดการลงอย่างรวดเร็ว ไม่บานปลาย เพราะรัฐบาลปิดสื่อได้หมด ตอนนั้นมีแค่โทรศัพท์มือถือไม่มีอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดีย แต่เมื่อมาถึงรอบของนาจิบ ราซะก์ ต่อให้สื่อหลักหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ไม่นำเสนอเรื่องราวอื้อฉาวของเขา แตทว่าสื่อหัวรอง อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ก็สามารถทำหน้าที่ได้ โลกมันเล็กลงนิดเดียว ต่อให้นิวสเตรทไทม์ไม่นำเสนอ แต่ทว่าบลูมเบิร์ก หรือ วอลล์สตรีทเจอร์นัลหยิบไปรายงาน แค่นี้ผู้ทรงอำนาจในรัฐบาลก็ได้แต่ตาปริบๆ

การประท้วงใหญ่ของชาวเสื้อเหลืองที่ใช้แคมเปญ #bersih อันแปลว่าใสสะอาดเกิดขึ้นมา 4 รอบแล้ว แต่ละครั้งก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขยายออกจากกัวลัมเปอร์ไปยังเมืองใหญ่อื่น ขณะนี้เขากำลังจับตาการนัดชุมนุม #bersih5 ซึ่งเพิ่งจะกำหนดวันกัน 19 พฤศจิกายนนี้ การกำหนดล่วงหน้านานๆ แบบนี้ถือเป็นกลยุทธ์น่าสนใจหนึ่ง และรอบนี้คงดุเดือดมาก เพราะนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ถูกข้อหาพัวพันการทุจริตในกองทุน 1MDB จากทางตะวันตกทั้งสวิสและสหรัฐอเมริกาชัดเจนเหลือเกิน

การเมืองมาเลเซียตอนนี้ก็เหมือนกับระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุตูมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฝ่ายคัดค้านก็เติบใหญ่ขึ้นมาแบบไม่กลัวน้ำร้อน ส่วนฝ่ายที่มีอำนาจก็ยังพอมีฐานที่แน่นหนา ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ตระกูลราซะก์ เป็นตระกูลใหญ่สืบทอดมาแต่อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สอง อับดุล ราซะก์ ฮุสเซน และก็เป็นหลานชายของ ฮุสเซน ออน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สาม ก่อนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนาจิบก็อยู่ในวงในสุดของอำนาจมาตั้งแต่หนุ่ม เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี 1991 (2534) กว่า 20 ปีแล้วที่เขาอยู่ในรัฐบาลอัมโนบริหารประเทศ ตั้งแต่ยุคมหาธีร์ โมฮัมหมัด มาถึง อับดุลเลาะห์ บัดดาวี แล้วก็ยังเหลือเวลาอีกสองปีกว่าจะถึงการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นไอ้การที่จะยอมฝ่ายเสื้อเหลืองง่ายๆ เห็นจะไม่มี ข่าวอื้อฉาว 1MDB โด่งดังข้ามปีแล้วแต่ก็ยังทำอะไรนาจิบได้ไม่เท่าไร ในทางกลับกันเขาปลดฝ่ายคัดค้านในพรรค ข้าราชการที่ทำคดีนี้ไปแล้วหลายคนด้วยซ้ำไป

อันที่จริงนาจิบ ราซะก์ เป็นคนที่มีพื้นฐานดี แทบไม่มีจุดอ่อนให้โจมตีเลยจนกระทั่งเกิดกรณี 1MDB ขึ้นมา เป้าหมายแรกสุดที่ถูกโจมตีไม่ใช่ตัวเขาหรอกครับ หากแต่เป็นการแคนนอนตีชิ่งผ่านลูกเลี้ยงชื่อว่า Riza Aziz ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามนักลงทุนสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด อาซิสเป็นเป้าหมายการขุดคุ้ยลำดับแรกๆ ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนว่าอาจมีส่วนพัวพันกับการทุจริตในกองทุน 1MBD ของรัฐบาลมาเลเซีย โดยมีการนำเสนอภาพคฤหาสน์ อพาร์ทเมนท์หรูในต่างประเทศของเขาออกสู่สาธารณะ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มแรกๆ ของมหากาพย์ 1 MBD ที่ยิ่งนานยิ่งลากเอาคนอื่นๆ มากมาย แล้วก็ไม่ใช่แค่ลูกเลี้ยงเท่านั้น ล่าสุดภริยานายกรัฐมนตรีข้างกายของนาจิบ ราซะก์ นามว่า รัสเมาะห์ มันโซร์ (Rosmah Mansor) ก็ถูกสื่อตะวันตก วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่าเธอใช้เงินจับจ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยผิดสังเกตทั้งๆ ที่ไม่มีรายได้ประจำ ในหลายปีต่อเนื่องมาเธอรูดบัตรเครดิตไป 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐซื้อเครื่องประดับและรองเท้าจากห้างแฮรอดส์ ในลอนดอนและทั้งในนิวยอร์ค ทั้งๆ ที่นาจิบ ราซะก์มีรายได้จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่ราว 1 แสนดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วอลล์สตรีเจอร์นัลรายงานการจับจ่ายใช้สอยผิดปกติของครอบครัวหมายเลขหนึ่งแห่งมาเลเซีย ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2013 (2556) ครั้งที่นาจิบ ราซะก์และภริยาเดินทางไปอเมริกาพบกับปธน.โอบาม่า ที่ฮาวาย สื่อรายเดียวกันนี้ได้รายงานว่านาจิบกับภรรยารูดบัตรซื้อสินค้าจากร้านชาแนลในเมืองโฮโนลูลูมากกว่า 130,000 ดอลลาร์ หรือราว 4.5 ล้านบาท

ทีมงานของนาจิบ ราซะก์เคยพยายามแก้ตัวมาก่อนแล้วต่อกรณีการจับจ่ายใช้สอยของครอบครัวราซะก์ บอกว่านายกรัฐมนตรีได้รับมรดกจากอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นบิดามากมาย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้สังคมถกเถียงกันหนักขึ้น ถึงกับไปขุดคุ้ยคำให้สัมภาษณ์ของนาจิบ ราซะก์ก่อนหน้านั้นที่เคยบอกว่าบิดาเขาไม่ได้ให้อะไรมากเพราะเคร่งครัดในตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ภาพลักษณ์อันหรูหราของครอบครัวนายกรัฐมนตรีไม่ว่าภรรยาและลูกเลี้ยงที่ปรากฏต่อสาธารณะด้วยความหรูหราต่อเนื่องมา ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์อื้อฉาวและยิ่งทำให้สาธารณะเชื่อว่ามีการทุจริตในกองทุนของรัฐจริง

รัสเมาะห์ มันโซร์ ภรรยาของนาจิบ ราซะก์ เคยแต่งงานมีลูกมาก่อนที่จะแต่งกับนาจิบ ราซะก์ และนาจิบก็รักและดูแลลูก(ติด)ของเธออย่างดี การที่ ริซ่า อาซิส ทะยานเป็นชายหนุ่มไฮโซผู้ใช้เงินเป็นเบี้ยตั้งบริษัทภาพยนตร์ในฮอลลีวูด ซื้อแมนชั่นหรูย่านเบเวอรี่ฮิลล์มีเงินหมุนเวียนเป็นร้อยๆ ล้านก็เพราะฐานะลูกเลี้ยง ส่วนรัสเมาะห์นั้นก็เช่นกัน เธอมีรสนิยมใช้จ่ายซื้อสินค้าหรูหราแต่งกายด้วยเพชรพลอยเครื่องประดับราคาแพงมานานแล้ว การปรากฏกายของเธอต่อสาธารณะตลอดหลายปีที่ผ่านมาบ่งบอกว่าเธอมีเงินทองจับจ่าย
มันจึงเกิดเป็นช่องทางโจมตีใส่นาจิบ ราซะก์ชนิดที่ยากจะแก้ตัวได้จริงๆ
การเมืองมาเลเซียเดินทางห่างออกจากเสถียรภาพแบบอัมโนเดิมๆ มากขึ้นๆ ล่าสุด มหาธีร์ โมฮัมหมัดซึ่งประกาศตนไม่เอานาจิบ ราซะก์ได้เดินทางไปพบกับ อันวาร์ อิบรอฮิม ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญที่ศาลสูงกรุงกัวลาลัมเปอร์ จับมือถ่ายรูปร่วมกันชนิดที่ทำให้คอการเมืองตะลึงพรึงเพริศไปตามกัน เพราะมหาธีร์นั้นเป็นปฏิปักษ์คนสำคัญและเป็นผู้ทำให้อันวาร์ อิบรอฮิมหล่นจากอำนาจแถมถูกคดีความจำคุกยาวมาจนบัดนี้ แต่ที่สุดทั้งคู่ก็จับมือกันได้ เนื่องจากมีศัตรูทางการเมืองคนเดียวกัน
ศัตรูของศัตรูคือมิตร

และนี่ก็เป็นอีกบทพิสูจน์ว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูทางการเมือง
รัฐนาวาของนาจิบ ราซะก์นั้นคลอนแคลนมากขึ้นทุกขณะ ทางหนึ่งมาจากแรงฉุดของฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมือง แต่อีกทางหนึ่งมาจากครอบครัวใกล้ชิดของตนเองที่เป็นบ่อน้ำมันเบ้อเริ่มให้เขาโจมตีเอาๆ….

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ