ไม่รักได้อย่างไร….จริงไหมคุณ : อ.สุขุม นวลสกุล

Profile photo of อ.สุขุม นวลสกุล
อ.สุขุม นวลสกุล

ทำงานที่ไหนต้องไม่นินทาว่าร้ายหรือพูดถึงในทางไม่ดี บางคนเหมือนคนไม่มีความคิดชอบบ่นว่าร้ายบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ให้คนภายนอกฟังโดยคิดไปว่าเป็นการปรับทุกข์ ระวังนะครับคนฟังเขาอาจจะถามได้ว่าบริษัทแย่มากๆ อย่างเธอว่าแล้วทนอยู่ทำไม มิต้องตอบว่า“ที่ทนอยู่เพราะไม่มีที่ไป” หรือ

       เห็นหัวเรื่องแล้วอย่านึกว่าเป็นเรื่องสั้นหรือเรื่องยาวประเภทนวนิยายเริงรมณ์นะครับ  เพราะเรื่องพรรค์อย่างนั้นผมเขียนไม่ได้หรอก  เคยพยายามแล้วแต่ไม่กล้าให้ใครอ่าน ตัวเองยังอ่านได้แค่เที่ยวเดียวแล้วขยำทิ้งเลย มือไม่ถึงจริงๆ ที่เขียนอยู่ก็เป็นประเภทสาระคดีที่ยังไม่เกิดคดีแบบที่ท่านเคยอ่านมาเท่านั้น เรื่องนี้ก็เหมือนกันตั้งชื่อเรื่องให้หวือหวาไปอย่างนั้นแหละ  แต่เนื้อหาไม่เปลี่ยนแนวแต่อย่างใด….ฮ่า

        เรื่องของเรื่องคือผมถูกจ้าง เอ๊ยเชิญโดยบริษัทหรือองค์กรต่างๆ  อยู่บ่อย ๆ ให้ไปพูดให้พนักงานเกิดความรักและผูกพันกับสถาบันที่ตนทำงานด้วย  จึงอยากจะนำแนวการพูดนี้มาเผยแพร่  เผื่อคนที่ไม่เคยมีความรู้สึกใด ๆ กับองค์กร  ทำงานแลกค่าจ้างไปวัน ๆ มาอ่านพบเข้า  จะได้เข้าใจและทำตัวให้มีค่าขึ้น  เพราะความรู้สึกเช่นนี้หากเกิดกับผู้ใดแล้ว   จะทำให้ผู้นั้นปฏิบัติตนเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้น   ส่งผลให้กลายเป็นผู้มีคุณค่าต่อบริษัท  หมายถึงความก้าวหน้าในการทำงานที่จะตามมานั่นเอง

        บางคนอาจจะคิดผิดถ้าคิดว่าการที่เราทำงานที่ใดก็ตามเป็นเพียงธุรกิจแลกเปลี่ยน  เมื่อเราทำงานให้เขา เขาก็ต้องจ่ายเงินเดียวให้เรา  ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น  ทำไมเราจะต้องไปผูกพันต้องรักหรือจงรักภักดีต่อองค์กร   จ่ายมาก็ทำให้  ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว  จะเอาอะไรกันอีกล๊ะ   ถ้าคิดแบบนี้กรุณาอ่านเรื่องที่ผมเขียนนี่ให้จบนะครับ  ความคิดจะได้เปลี่ยนความประพฤติจะได้ดีขึ้น  กลายเป็นพนักงานที่น่ารักในสายตาของใครต่อใครโดยเฉพาะเจ้านาย …..แฮ่

        ผมในฐานะที่ทำงานมานาน จนบัดนี้อายุเลยเกษียนแล้วแต่ก็ยังทำงานอยู่ เรียกว่าเป็นคนประสบการณ์เพียบ  อยากจะบอกกับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือกำลังทำอยู่ให้เข้าใจและรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  จะได้ประพฤติตนได้ถูกต้อง

        ผมอยากจะบอกว่า  องค์กรหรือบริษัทที่เราทำงานด้วยว่าไปแล้วเหมือนกับพ่อแม่   เป็นสถาบันที่ให้ชีวิตงานกับเรา  ถ้าเขาไม่ให้โอกาสเราทำงานกับเขา  เราก็ไม่มีชีวิตงานเป็นคนตกงานเหมือนคนไม่มีค่า  แม้มีลมหายใจแต่อาจไม่อยากหายใจก็ได้  จะเห็นได้จากคนที่ผิดหวังตกงานนาน ๆ เข้าอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย  ตัวอย่างให้สลดสมเพชก็มีให้ได้เห็นอยู่   การที่บริษัทจ้างเราทำงานจึงเท่ากับทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่า

        เมื่อปี  พ.ศ.๒๕๔๓  มีละครดังทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่งชื่อลูกไม้ไกลต้น” นำแสดงโดยดารายอดนิยมคือกบสุวนันท์  คงยิ่ง กับ แอนดรู เกร๊กสัน เนื้อเรื่องมีว่า พระเอกโกรธแม่ของตนเองที่เลิกกับพ่อแล้ว แต่ยังมาวนเวียนรบกวนหลอกเอาเงินไปปรนเปรอสามีใหม่  แต่นางเอกซึ่งพ่อไม่ยอมรับว่าเป็นลูกกลับชี้แนะต่อพระเอกว่า  ไม่ควรโกรธแม่  เพราะแค่เป็นผู้ให้เรามีชีวิตขึ้นมาก็เป็นพระคุณที่สุดแล้ว   เป็นอย่างไรครับ  พูดจาสมกับเป็นนางเอกไหมครับ ผมว่าถ้าพนักงานมีความคิดต่อบริษัทในแนวนี้น่าจะถูกต้อง  “ไม่มีเขาไม่มีเรา”

        ละครเรื่องนี้ต่อมาในต้นปี ๒๕๔๖ ไปดังมากในกัมพูชา  ถึงขนาดถูกห้ามเผยแพร่ โดยนางเอกถูกใส่ความว่าไปพูดอะไรที่ไม่เข้าหูคนเขมร ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้พูดสักหน่อย เป็นกรรมโดยไม่ได้ก่อเวร น่าเห็นใจจริง ๆ 

        คนเราจะเก่งแค่ไหนถ้าขาดโอกาสความเก่งนั้นก็ไม่ได้แสดงออกไม่มีใครได้สัมผัส   เพราะฉะนั้นองค์กรที่รับเราเข้าทำงานจึงเป็นสถาบันที่เราต้องรำลึกถึงบุญคุณ ผมเวลาไปไหนมาไหนแล้วได้ยินเสียงใครต่อใครชี้ชวนกันดูว่า นั่นไง  สอนราม”   ผมก็จะนึกเสมอว่านี่เป็นเพราะมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้โอกาสผม  เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  จริงไหมครับ    บางคนอาจจะบอกว่าอาจารย์ก็น่าจะผูกพันกับรามคำแหงเพราะว่าทำงานอยู่ตั้งเกือบ  ๓๐ ปี  ส่วนผมอาจจะอยู่ที่นั่น ๒ ปี ที่นี่ ๓ ปี บางที่ไม่ถึงปีจะผูกพันอะไรกันมากมาย

        ถึงจะกี่ปีหรือไม่ถึงปีแต่ละที่ก็มีบุญคุณทั้งนั้นแหละครับ   เพราะอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งเงินและประสบการณ์ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา   ที่สำคัญคือทำให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองหรือบางทีเผื่อแผ่ไปเลี้ยงคนอื่นด้วย  ทำให้เรารู้ว่าเรามีคุณค่าจนเขาจ่ายค่าจ้างให้   แม้ว่าภายหลังเราอาจจะออกจากที่นั่น   แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่นั่นทำให้เรามีค่าอยู่ระยะหนึ่ง  เพราะฉะนั้นต้องยอมรับครับว่ามีพระคุณ   แถมยังเอาประสบการณ์ที่นั่นไปอ้างอิงได้อีก  เวลาไปสมัครงานที่อื่น   เว้นแต่ไปเผลอทำอะไรไม่งามไว้  อย่างนั้นก็คงต้องปิดเป็นความลับไม่บอกใคร  แต่ถึงอย่างไรก็ได้ประสบการณ์ไปว่า  ทีหลังอย่าทำ…..ฮ่า

        นอกจากให้รายได้ให้ประสบการณ์แล้ว   องค์กรหรือบริษัทที่เราทำงานยังให้สังคมกับเราด้วย   คนเราไปทำงานที่ไหนก็ต้องมีเพื่อนร่วมงาน  กลายเป็นพี่เป็นน้องเป็นญาตินอกไส้  ได้ความรักความอบอุ่นทำให้เรามีชีวิตชีวา   งานแต่งงานหรืองานมงคลหรือแม้งานอัปมงคล  ก็ได้คนจากที่ทำงานนี่แหละมาประดับทำให้เรากลายเป็นซัมบอดี้ไม่ใช่โนบอดี้   แล้วอย่างนี้ไม่คิดว่าองค์กรมีบุญคุณกับเราได้อย่างไร  คิดเป็นอย่างอื่นได้ก็ต้องถามว่าหัวใจคุณทำด้วยอะไรกันแล้วละครับ

        เมื่อเราสำนึกว่าองค์กรมีบุญคุณกับเรา  เรารักบริษัทก็ควรแสดงออก  ไม่ใช่ปากบอกว่ารักแต่การกระทำกลายเป็นตรงกันข้าม   คนเรารักก็ต้องทำให้รู้ว่ารัก  เขาจะได้รักเราตอบด้วยไงละครับ  จะว่าหว่านพืชก็ต้องหวังผล  ไม่ต้องกลัวคนกล่าวหาว่าทำอะไรเพื่อหวังสิ่งตอบแทน  ดูเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์  ใครจะนินทาอย่างไรก็ช่างเถอะ  มีใครเล่าครับที่ไม่เห็นแก่ได้  มีแต่คนที่ปากบอกว่าไม่เห็นแก่ได้แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เห็นอะไรเสียละมาก  ถ้าเราเห็นแก่ได้แต่เป็นสิ่งที่เราสมควรได้  ก็ไม่น่าจะผิดกติกาอะไร  จริงไหมครับ

        การแสดงออกถึงความรักอย่างแน่ ๆ คือต้องตั้งใจทำงานให้ความร่วมมือในการทำงาน   ไม่ใช่ปากว่ารักแต่ลาหยุดบ่อย  ปวดหัวตัวร้อนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ลาหยุดแล้ว   ยามบริษัทกำลังเร่งผลผลิตดันลาพักร้อนอ้างว่าเป็นสิทธิ  อะไรอย่างนี้   บริษัทขออาสาสมัครไปทำงานนอกสถานที่ในบางโอกาส   ถ้าไปได้แม้จะลำบากกว่าปกติไปบ้างก็ควรอาสา  เพราะนี่เป็นการแสดงออกที่สัมผัสได้ว่ารักบริษัทจริง ๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก

        ความรักที่แตะต้องได้อีกอย่างหนึ่งคือ ทำงานที่ไหนต้องไม่นินทาว่าร้ายหรือพูดถึงในทางไม่ดี  บางคนเหมือนคนไม่มีความคิดชอบบ่นว่าร้ายบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ให้คนภายนอกฟังโดยคิดไปว่าเป็นการปรับทุกข์

ระวังนะครับคนฟังเขาอาจจะถามได้ว่าบริษัทแย่มากๆ อย่างเธอว่าแล้วทนอยู่ทำไม  มิต้องตอบว่าที่ทนอยู่เพราะไม่มีที่ไป” หรือ  แล้วตอบแบบนี้ลองคิดดูซีว่า คนได้ยินคำตอบเขาจะเห็นค่าของเราสูงขึ้นหรือต่ำลง เข้าทำนองยิ่งกว่าหยิกเล็บแต่เจ็บเนื้อเสียอีก

        ถึงจะลาออกจากบริษัทไหนด้วยเหตุผลในทางร้ายอย่างไรก็แล้วแต่   ก็ไม่ควรไปแฉโพยโพทนาอย่างเก่งโดนใครซักก็น่าจะแค่มีปัญหานิดหน่อย”    ไม่ใช่แฉหมดเปลือก    เพราะหากผู้คนที่บริษัทใหม่ที่เราเข้าไปทำงานได้ยินเราปากลำโพงอย่างนั้น  เป็นไปได้ไหมที่เขาอาจจะคิดว่าอีกหน่อยถ้าไม่พอใจที่นี่ก็คงแฉแบบนี้แหละ   ทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจเท่าที่ควรแต่กลับเป็นความหวาดระแวงแทน  จะพูดในทางร้ายเมื่อไหร่ขอให้ฉุกคิดบ้างเดี๋ยวจะว่าไม่มีใครเตือน  ผมเตือนแล้วนะครับ  แต่ไม่ทราบว่าคุณจะฟังหรือเปล่า

        เมี่อรักก็ต้องเอาใจใส่  เหมือนเรารักคู่รักละครับก็ต้องสนใจเขา เขาชอบอะไรอยากได้อะไรมีรสนิยมอย่างไรก็ต้องพยายามศึกษา   เมื่อรักบริษัทก็ต้องสนใจประวัติความเป็นมานโยบายหรือความที่บริษัทจะเป็นไปพยายามปรับตัวให้เข้ากับแผนพัฒนาบริษัท    ไม่ใช่ไปไหนมาไหนใครถามถึงบริษัทตอบได้แต่ไม่รู้”   เช่น 

เออนี่  ได้ข่าวว่าบริษัทคุณจะออกสินค้าตัวใหม่หรือ”     

ไม่รู้ซี  ฉันทำงานฝ่ายบัญชีไม่ได้อยู่ฝ่ายการตลาด  คุณไปรู้มาจากไหนหรือ”   เป็นอย่างนั้นไป  อย่างนี้จะบอกว่ารักบริษัทไม่ได้หรอกครับ  มีอย่างที่ไหนรักแต่ไม่เคยสนใจเลยว่าจะเป็นอะไรจะมีอะไร

        ใครที่กำลังเกลียดบริษัทอ่านข้อเขียนนี้แล้ว  พอจะเปลี่ยนความรู้สึกได้บ้างไหมครับ  ถ้าไม่ได้ก็คงต้องบอกว่า  ตัวใครตัวมันละครับ  ขอให้มีชีวิต(งาน)รอดปลอดภัยนะครับ

 

        

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ